Google เอาจริงกับ AI Content มากขึ้นแล้ววว
Neil Patel ทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างคอนเทนต์ที่คนเขียน vs. AI เขียน ไว้เมื่อปีที่แล้ว
หลังจาก 5 เดือน คอนเทนต์ที่คนเขียนสร้าง Traffic ได้มากกว่า AI Content ถึง 5 เท่า!

ในการศึกษานี้ Traffic และอันดับของคอนเทนต์ที่คนเขียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 5 เดือน ในขณะที่ Traffic ของ AI Content แทบไม่ขยับเลย อาจเป็นเพราะ UX Algorithm ของ Google นั่นเอง – เมื่อคนจริงๆ เข้ามาอ่านคอนเทนต์ Google จะส่งสัญญาณ UX บอก Google ว่าคอนเทนต์นั้นตอบคำถามได้หรือเปล่า
ยกตัวอย่างเช่น ถ้า Google เห็นว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาอ่านหน้าเว็บแล้ว ต้องกลับไปเสิร์ชคำถามเดิมต่อ – Algorithm ก็จะเข้าใจว่าหน้านั้นตอบคำถามได้ไม่ดีพอ = โดนปรับอันดับตก เพราะคอนเทนต์ที่คนเขียน ตอบคำถามได้ดีกว่า เจ้า UX Algorithm เลยจัดอันดับให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา
//UX = User Experiences หรือประสบการณ์ผู้ใช้งาน ว่าเข้าเว็บไซต์เรามาแล้วได้คำตอบไหม ทำสิ่งที่ต้องการได้ไหม
พอมาถึงปี 2025 Google ยิ่งจริงจังกับการปราบ AI Content มากขึ้นไปอีก!
ล่าสุด Google อัปเดต Quality Rater Guidelines ปีนี้ให้หน้าเว็บที่ “ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด” เป็น AI Content ได้คะแนนต่ำที่สุดเลย
// Quality Rater Guidelines คือคู่มือที่ Google ให้กับทีม Quality Raters ที่เป็นคนจริงๆ คนเหล่านี้จะให้ฟีดแบ็คกับผลการค้นหาตัวอย่าง เพื่อช่วยปรับปรุง Algorithm การจัดอันดับ
ลองคิดดูว่าเหมือนการกด Upvote หรือ Downvote ที่คนจริงๆ ให้กับคอนเทนต์ เพื่อบอก Algorithm ว่าควรจัดอันดับหน้าเว็บที่คล้ายๆ กันยังไงในอนาคต เพราะคนเราอาจแยกไม่ออกระหว่างคอนเทนต์ที่คนเขียนกับ AI เขียน Google เลยเพิ่มคำแนะนำเพิ่มเติมเยอะมากให้ทีม Quality Rating ช่วยจับคอนเทนต์คุณภาพต่ำที่อาจเป็น AI Content
– “มีแต่ข้อมูลที่รู้กันทั่วไป หรือข้อเท็จจริงที่ใครๆ ก็รู้”
– “ซ้ำซ้อนกับหน้าเว็บจากแหล่งที่มีชื่อเสียงอย่าง Wikipedia เว็บอ้างอิง ฯลฯ เยอะมาก”
– “ดูเหมือนสรุปหน้าเฉพาะ เช่น การสนทนาในฟอรั่ม หรือข่าว โดยไม่มีคุณค่าเพิ่มเติมใดๆ”
ซึ่งพูดถึงย่อหน้าที่ไม่ค่อยมีคุณค่าหรือไม่ช่วยตอบคำถามของผู้อ่าน แต่อาจถูกใส่เข้ามาเพื่อให้บทความดูยาวขึ้นหรือดูลึกซึ้งกว่าที่เป็นจริง
ตามคู่มือใหม่: “Filler ทำให้คอนเทนต์ดูเยอะเกินจริง สร้างหน้าที่ดูเหมือนมีเนื้อหาเต็มไปหมด แต่ขาดคอนเทนต์ที่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์รู้สึกว่ามีคุณค่า”
คู่มือแนะนำให้ Quality Raters ให้คะแนนต่ำกับหน้าเว็บที่มี Filler Content เยอะ
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะกระทบทั้งคอนเทนต์ที่คนเขียนและ AI เขียน
ถ้าคอนเทนต์ทั้งหมดของคุณเป็นมนุษย์เขียน คุณก็อยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว แต่ยังต้องคิดต่อด้วยว่าข้อมูลในคอนเทนต์ของคุณซ้ำซ้อนกับแหล่งอื่นมากแค่ไหน
Google ใช้ความเป็นต้นฉบับ (Originality) เป็นตัววัดสำคัญในการกรองทั้ง AI Content และคอนเทนต์คนเขียนที่คุณภาพต่ำ
ดังนั้นถ้าคุณแค่ก็อปไอเดียจากแหล่งอื่นมายำ และไม่เพิ่มมุมมอง ประสบการณ์ และอารมณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณเข้าไปในคอนเทนต์ – อันดับของคุณก็เสี่ยงกรอบเป็นหมูอบโอ่ง! ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ที่ AI เขียนหรือคนเขียนก็ตาม
และถ้าคุณใช้ AI Content เยอะในการทำ SEO คุณต้องอย่าลืมว่าผลลัพธ์ส่วนใหญ่จาก AI มาจากแหล่งอื่น
ดังนั้นถ้าคุณอยากใช้ AI ช่วยเขียน สิ่งสำคัญคือคุณต้องใช้เวลาเพิ่มความรู้ มุมมอง เรื่องราว และประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณเข้าไป เพื่อให้คอนเทนต์เป็นของคุณอย่างแท้จริง
AI เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับนักเขียน แต่ต้องใช้อย่างสมดุล และวิธีที่ดีที่สุดในการวัดคือดูที่คอนเทนต์สุดท้ายก่อนปล่อยว่า
– ตอบคำถาม ช่วยแก้ปัญหา หรือให้ผลลัพธ์ที่คนเสิร์ชคีย์เวิร์ดเป้าหมายของคุณต้องการหรือเปล่า?
– เพิ่มประสบการณ์ เรื่องราว หรือมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์คุณเข้าไปในหัวข้อที่กำลังพูดถึงหรือเปล่า?
– แชร์งานวิจัย ข้อมูล หรือเรื่องราวต้นฉบับที่คุณหรือบริษัทของคุณพัฒนาขึ้นมาหรือเปล่า?
– เชื่อมโยงกับอารมณ์ที่คุณและผู้อ่านรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องนั้นหรือเปล่า?
ถ้าคุณตอบ “ใช่!” กับคำถามเหล่านี้ได้ คุณก็อยู่บนเส้นทางสู่อันดับและ Traffic สูง – ไม่ว่า AI จะช่วยระหว่างทางหรือไม่ก็ตาม
.
ในคอร์ส Comprehensive SEO Gen 13 เมจะพาคุณผ่าน Workflow ทั้งหมดของเมในการสร้างคอนเทนต์ต้นฉบับคุณภาพสูง
และจะโชว์วิธีสร้างคอนเทนต์ที่ติดอันดับสูงด้วยวิธีที่สนุก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพที่สุด – รวมถึงวิธีที่ AI สามารถช่วยเร่งกระบวนการได้ (โดยไม่ต้องเสียสละความเป็นต้นฉบับและคุณภาพ)