การศึกษาล่าสุดวิเคราะห์ 486 เว็บไซต์ พบเรื่องราวสองด้านที่แตกต่างกันสุดขั้ว
เว็บไซต์ครึ่งหนึ่งทราฟฟิคตกหนัก คนเข้าเว็บจาก organic search ในช่วงปีที่ผ่านมาลดฮวบ หลายเว็บชื่อดังนี่ organic traffic หายไป 50%+++
ในขณะที่เว็บไซต์อีกครึ่งหนึ่งในการศึกษานี้กลับพบว่าทราฟฟิคขึ้นอย่างเยอะ! เว็บไซต์ผู้ชนะนี่เห็น organic traffic คนเข้าเว็บเพิ่มขึ้นสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน
🛑 ✋ ช่วงนี้ Google กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยการปล่อยฟีเจอร์อย่าง AI Overviews และ AI Mode ออกมา และมีการอัปเดตของใหม่อยู่ตลอดเวลา
ข่าวสะพัดไปทั่วว่า AI จะมาเปลี่ยนแปลงทราฟฟิคจากการค้นหา แบบที่เจ้าของเว็บไซต์อ่านแล้วหวั่นใจ 😱
อย่างผลการศึกษาของ Ahrefs ที่บอกว่า อัตราการคลิก (CTR) ของเว็บอันดับ 1 จะลดลงถึง 58% ทันทีที่มี AI Overview โผล่ขึ้นมาในหน้าผลการค้นหา

https://ahrefs.com/blog/ai-overviews-reduce-clicks-update
แต่เวลามองตัวเลขการศึกษา คุณต้องมองมันเป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมที่กว้างใหญ่กว่านั้น
อย่างอันนี้ถ้าลองเจาะลึกลงไป จะพบว่า AI Overviews จะปรากฏขึ้นแค่ประมาณ 30% ของการค้นหาเท่านั้นเอง ไม่ได้ขึ้นทุกครั้ง
และในขณะที่ AI Overviews โผล่มาบ่อยขึ้น อากู๋ Google เค้าก็กำลังถอดฟีเจอร์การค้นหาตัวอื่นๆ ที่เคยมีอยู่ออกไปพร้อมกันด้วย
ยกตัวอย่างเช่น การใช้ featured snippets ของ Google ลดลงถึง 64%, กล่อง Google Shopping ขึ้นน้อยลง 68% และฟีเจอร์อื่นๆ อย่าง knowledge panels, บทความข่าว หรือผลการค้นหาในท้องถิ่น (local search) ก็ลดลงเหมือนกัน

https://ahrefs.com/blog/how-serp-features-have-evolved-in-the-ai-era

อย่าง featured snippets ก็มีไว้เพื่อให้คำตอบเร็วๆ สำหรับคนที่ค้นหาข้อมูลทั่วไป ซึ่งดูเหมือนว่า Google ก็กำลังใช้ AI Overviews ในลักษณะเดียวกันนี้อยู่
AI Overviews มักจะโผล่มาเวลาคนถามหาข้อมูล (informational – ที่คนต้องการคำตอบบางอย่าง)
ไม่ใช่การค้นหาชื่อแบรนด์โดยเฉพาะหรือการค้นหาเพื่อซื้อของจริงๆ (branded and transactional queries)

https://ahrefs.com/blog/how-serp-features-have-evolved-in-the-ai-era

https://www.seerinteractive.com/insights/aio-impact-on-google-ctr-2026-update
ดูมาจนถึงตอนนี้ คำตอบคือ ไม่! มนุษย์ไม่ได้เลิกเข้าเว็บไซต์เพราะมี AI
จากผลการศึกษาเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ 40,000 แห่งโดย SimilarWeb พบว่ายอดคนเข้าชมจาก organic search โดยรวมลดลงแค่ 2.5% เท่านั้นในปีที่ผ่านมา
ยอดคลิกไม่ได้หายไปจาก Google คนไม่ได้เลิกเข้าเว็บ แค่ส่วนหนึ่งขยับย้ายการเข้าเว็บผ่านผลการค้นหาลิสต์รายชื่อ 10 เว็บแบบเดิม ไปเข้าเว็บไซต์ผ่านอันที่เป็นลิงก์อ้างอิงใน AI Overviews มากขึ้นแทน

https://graphite.io/five-percent/debunking-the-myth-that-seo-traffic-has-dramatically-declined
เมคิดว่าสาเหตุหลักที่คนโวยวายเรื่องยอดคลิกตกกันเยอะ ก็เป็นเพราะหลายเว็บคือทราฟฟิคตกจริง ตกหนักด้วย 📉
ซึ่งมันก็น่ากลัวนะถ้าเว็บคุณเป็นหนึ่งในนั้น! 🙀 (หรือถ้าคุณเป็นคน SEO ที่ดูแลเว็บพวกนั้นอยู่)
แล้วจริงๆ ตอนนี้มันกำลังเกิดอะไรขึ้นกับ AI search กันแน่? ทำไมบางเว็บทราฟฟิคตกฮวบ ทั้งๆ ที่ข้อมูลภาพรวมบอกว่าทราฟฟิคที่เข้าเว็บของโลกยังเท่าเดิม
แล้วในขณะเดียวกันบางเว็บไซต์ก็เห็น organic traffic โตขึ้นหลายๆ เท่าไปอีก
//เว็บลูกค้าเมโตกัน 10 เท่าก็มี
📊 ผลการศึกษาที่เมพูดถึงไปตอนต้นของรีพอร์ตนี้ให้เบาะแสบางอย่างกับเรา
(โทษทีที่ให้รอนาน อธิบายไปเยอะเลย แต่เมเชื่อว่าเราต้องเข้าใจบริบทสำคัญข้างบนนี้ก่อน)
หม่ะ!
📈 ในปีที่ผ่านมา ยอดทราฟฟิคจาก SEO เพิ่มขึ้นใน 219 เว็บไซต์ (ผู้ชนะ)
📉 และยอดทราฟฟิคจาก SEO ลดลงใน 267 เว็บไซต์ (ผู้แพ้)
ยอดคนเข้าเว็บไซต์จาก Google ไม่ได้ลดลงเพราะ AI — แต่มันแค่ถูกเปลี่ยนทิศทางพัดพาจากเว็บผู้แพ้ไปยังเว็บไซต์แบบอื่นซึ่งเป็นผู้ชนะแทน!
ผลการศึกษาระบุปัจจัย 5 อย่างที่แยก “ผู้ชนะ” ออกจาก “ผู้แพ้” ในยุค AI search

https://signal.zyppy.com/p/winning-google
มาเจาะลึกปัจจัยพวกนี้ทีละข้อ มาช่วยคุณพาเว็บตัวเองไปอยู่ในกลุ่ม “ผู้ชนะ” ของ AI search กัน:
หมายความว่าเว็บไซต์ผู้ชนะไม่ได้แค่ให้ข้อมูลอย่างเดียว แต่ยังมีโซลูชันการแก้ปัญหาที่ให้คนสามารถจ่ายเงินซื้อได้เลยจริงๆ
ไม่ใช่แค่สินค้าที่เป็นของจับต้องได้ แต่รวมถึงสินค้าดิจิทัลและการสมัครสมาชิกต่างๆ ด้วย
💡 ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ก็เพราะตอนนี้ AI ของ Google ให้ข้อมูลพื้นฐานเกือบทุกอย่างได้จบในหน้าผลการค้นหาแล้ว ก่อนจะเข้าเว็บใดๆ
ดังนั้นพอคนคลิกเข้าเว็บมา ก็คือพร้อมที่จะก้าวไปอีกขั้นเพื่อแก้ปัญหาของตัวเองแล้ว = อ่านมาแล้วพร้อมซื้อ
ดูเหมือนว่า Google จะเพิ่มการส่งคนไปยังเว็บที่ช่วยให้ “ปิดงาน” ได้จริงๆ คือมีสินค้าบริการที่แก้ปัญหาได้จริง ซื้อได้เลย และลดการส่งคนไปเว็บที่แค่เขียนข้อมูลพื้นฐานซ้ำไปซ้ำมาเหมือนที่ AI overview ทำได้แล้ว
นี่คือ “ข่าวร้าย” สำหรับเว็บไซต์ที่ให้แต่ข้อมูลทั่วไปหรือเว็บข่าว ที่ไม่มีขั้นตอนต่อไปที่มีค่ามากพอในการช่วยคนอ่านบนเส้นทางการแก้ปัญหาหาคำตอบ
ขั้นตอนถัดไปที่มีค่าไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าบริการให้ซื้อเสมอไป
ผลการศึกษายังพบว่า เว็บไซต์ผู้ชนะมักจะช่วยให้คนทำขั้นตอนต่อไปที่มีความหมายบางอย่างได้ เช่น:
👉 Interactive tools เครื่องมือที่เล่นได้ หรือควิซแบบสอบถามที่ให้คำตอบอันมีประโยชน์ซึ่งหาไม่ได้จากแค่อ่านบทความ หรือเป็นการช่วยให้คนที่เข้ามาอ่านได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะเพิ่ม
ตัวอย่างเช่น: เว็บวิเคราะห์หุ้นที่เป็นแพลตฟอร์มครบวงจรสำหรับการวิจัย ติดตาม และเลือกหุ้น ในที่เดียว มียอดทราฟฟิคจาก SEO เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปีก่อน
หรือเว็บตรวจหวยที่ให้คนเช็ครางวัลจากแหล่งทางการได้ มียอดคนเข้าชมเพิ่มขึ้น 57%
การสร้างขั้นตอนถัดไปที่มีค่าหลังจากที่คนใช้ AI หาข้อมูลมาแล้ว ไม่ได้จำกัดแค่การขายสินค้าหรือการทำเครื่องมือให้เล่น แต่รวมไปถึงการให้ข้อมูลแบบพิเศษจัดๆ ที่ไม่มีที่ไหนเหมือนด้วย
ซึ่งอาจรวมถึง:
👉 งานวิจัย original ที่แชร์ประสบการณ์จากโลกจริงของคุณ (ไม่ใช่แค่เอาสิ่งที่เว็บอื่นพูดมาเล่าซ้ำ)
👉 ข้อมูลที่คุณเก็บรวบรวมหรือจัดระเบียบเองในแบบที่ไม่เหมือนใคร และหาไม่ได้จากที่อื่นในโลกออนไลน์ ตัวอย่างเช่น: เว็บไซต์ที่ติดตามสถานะการจองตั๋วละครบรอดเวย์ในนิวยอร์กแบบเรียลไทม์ เช็คได้ทันทีว่ามีตั๋วเหลือไหม เหลือที่ไหน มียอดทราฟฟิคจาก SEO เพิ่มขึ้น 37%
👉 เนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้ (User generated content) ตัวอย่างเช่น: เว็บที่รวบรวมคะแนนรีวิวหนังจากผู้ใช้และเอามาจัดลำดับชาร์ตความฮิต มียอดคนเข้าเว็บจาก SEO พุ่งขึ้นถึง 244%!
💡การพาเว็บไซต์ของเราให้ไปลึก ด้วยข้อมูลที่เฉพาะเราไม่เหมือนใคร (proprietary) ไม่ใช่แค่จะช่วยให้คนที่ใช้ AI มาแล้ว สามารถก้าวต่อไปอีกขั้นได้อย่างมีความหมาย แต่มันยังทำให้ AI เข้ามาแทนที่เว็บคุณได้ยากขึ้นด้วย
เพราะสิ่งที่ AI summaries สรุปมาได้มันแค่แตะๆ ผิวเผิน และมักจะเอนเอียงไปทางความคิดเห็นกลางๆ ค่าเฉลี่ยของอินเตอร์เน็ต ที่คนส่วนใหญ่ใครๆ ก็พูดเหมือนกัน ยิ่งคุณเจาะลึกในประเด็นที่ตัวเองทำมากเท่าไหร่ เจ้า AI ก็ยิ่งตามคุณยากเท่านั้น และคอนเทนต์งานของคุณก็จะยิ่งมีค่ามากขึ้นในยุค AI
อย่างที่บอกไปแล้วว่า AI ไม่เก่งเรื่องการเจาะลึกในประเด็นใดๆ เพราะงั้นมันเลยเมคเซนส์ที่ Google จะส่งคนไปยังเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่ต่อจากจุดที่ AI หยุดไว้
หลังจากอ่านสรุปสั้นเห็นภาพรวมจาก AI มาแล้ว คนก็อยากจะดำดิ่งเจาะลึกต่อลงไปมากขึ้นกับแหล่งข้อมูลที่ตัวเองเชื่อถือ นี่คือจุดที่เว็บเฉพาะทางสายนิชทำได้ดีกว่าเว็บทั่วไปในยุค AI
ตัวอย่างเช่น: BusinessInsider.com เมื่อก่อนเคยเขียนแต่เรื่องธุรกิจ แต่กลับขยายไปทำเรื่องบันเทิง วัฒนธรรม และการเลี้ยงลูก ในปีที่ผ่านมายอดทราฟฟิคจาก SEO ตกลงไป 50%
เทียบกับเว็บอย่าง Minecraft.wiki ซึ่งเป็นชุมชนวิกิที่เน้นแค่เรื่องเกม Minecraft อย่างเดียว ยอดคนเข้าชมจาก SEO Organic Traffic กลับเพิ่มขึ้นถึง 175%! 👾
Branded search คือการที่ใครบางคนเจาะจงค้นหาชื่อแบรนด์หรือชื่อผลิตภัณฑ์ของคุณโดยตรง คุณอาจจะเซอร์ไพรซ์ถ้าได้รู้ว่า 44% ของทราฟฟิกการค้นหาทั้งหมด มาจากการค้นหาชื่อแบรนด์!
แล้วทำไมเว็บไซต์ที่มีปริมาณการค้นหาชื่อแบรนด์สูงถึงมีทราฟฟิกแบบ Organic เพิ่มขึ้นในยุค AI?
ไม่มีใครรู้ว่าปริมาณการค้นหาชื่อแบรนด์เป็นปัจจัยในการจัดอันดับของ Google โดยตรงหรือไม่ (ไม่ว่าจะในผลลัพธ์แบบดั้งเดิมหรือแบบ AI) แต่เมมองว่าเว็บไซต์ที่มีทราฟฟิกจากการค้นหาชื่อแบรนด์เยอะๆ นั้นก็คือตัวที่บ่งบอกว่าแบรนด์นี้คือของดี และมักจะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามจุดเช็คลิส ตามที่ Google ชอบในยุค AI
ถ้าผู้คนค้นหาแบรนด์ของคุณบน Google อยู่ตลอด นั่นหมายความว่าคุณมีบางอย่างที่พิเศษซึ่งพวกเขาหาจากที่อื่นไม่ได้ง่ายๆ:
เมยังคิดว่าผู้คนค้นหาชื่อแบรนด์นั้นโดยเฉพาะ ก็เพราะพวกเขาเชื่อมั่นเชื่อใจเชื่อถือในแบรนด์นั้นๆ
ท่ามกลางวิดีโอและรูปภาพ AI ปลอมที่ล้นหลามท่วมอินเทอร์เน็ต รวมถึงงานเขียน AI ซึ่งเต็มไปด้วยข้อมูลที่มโนขึ้นเอง ความหลอนและข้อผิดพลาด เราอาจพูดได้ว่าความเชื่อมั่นในแบรนด์คือสกุลเงินที่ทรงพลังที่สุดในยุค AI
ความเชื่อมั่น = ลดความไม่แน่นอน และลดความยากในการตัดสินใจแบบที่ทำให้รู้สึกดี
คุณไม่ต้องมานั่งสงสัยตัวเองอีกทีหลังว่าข้อมูลหรือคำแนะนำที่ได้รับมานั้นดีหรือไม่ ที่ตัดสินใจไปนั้นถูกไหม เมื่อคุณเชื่อมั่นในแหล่งที่มาของมันแล้ว
สิ่งนี้ส่งผลให้อัตราการคลิก (CTR) ของแบรนด์สูงขึ้น เมื่อผู้คนเห็นแบรนด์ที่ตัวเองเชื่อถือถูกอ้างอิงอยู่ในข้อมูลสรุปของ AI (AI Overview) ก็คือจะคลิก
และเป็นสัญญาณ UX ที่ดีขึ้น หลังจากที่คนคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณแล้วไม่ผิดหวัง (ผู้คนเชื่อมั่นในเนื้อหาจากแบรนด์ที่ตัวเองรู้จัก จึงไม่ย้อนกลับไปที่ Google เพื่อค้นหาทางออกวิธีแก้ปัญหาจากแหล่งอื่นต่อ)
Google ให้ความสำคัญกับสัญญาณเหล่านี้ และให้รางวัลแก่แบรนด์ที่ดีเหล่านั้นด้วยการเอาแบรนด์มาอ้างอิงในผลการค้นหา AI citations บ่อยขึ้น (อันดับ SEO ในผลการค้นหาแบบเดิมก็ดีขึ้นด้วย)
ล่าสุดอากู๋ยังได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ชื่อว่า Add to preferred source ที่ให้ผู้ใช้งาน Google สามารถเลือกแบรนด์ที่ตัวเองรู้จักและเชื่อถือมาโชว์ในผลการค้นหาของตัวเองให้บ่อยขึ้นในครั้งต่อไปที่เสิร์ช
คุณสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในยุคการค้นหาด้วย AI?
แต่ในความปั่นป่วนครั้งใหญ่ก็มาพร้อมกับโอกาสที่ใหญ่ยิ่ง และธุรกิจที่ตัดสินใจได้ถูกต้องในเวลานี้จะมีโอกาสที่หาได้ยาก ในการเปลี่ยนทิศทางทราฟฟิกและยอดขายส่วนใหญ่ในตลาดให้ตรงมายังเว็บไซต์ของตัวเอง