Backlink คืออะไร – เข้าใจใน 3 นาที อ่านจบทำได้เลย (อัปเดต 2020)

Backlink คืออะไร

Backlink เป็นเรื่องที่นักการตลาดหลายคนเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากการทำ SEO เบื้องต้นด้วยการเขียนบทความอย่างเดียว ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยค่ะ เพราะว่าผู้เชี่ยวชาญในวงการต่างก็เห็นตรงกันว่า Backlink เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ ในการจัดอันดับของ Google เพื่อให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกได้ ดังนั้นวันนี้เราจะมาลองดูกันว่า Backlink คือ อะไร (ฮัมเพลง ลิ้งค์คือดวงจันทร์ ลิ้งค์คือตะวัน ลิ้งค์คือไฟอัน ร้อนนน แรง – ผิด!) สำคัญแค่ไหน แล้วเราจะเริ่มต้นสร้าง Backlink ตั้งแต่วันนี้ได้ยังไงบ้าง (:

Backlink คืออะไร?

Backlink คือ การที่เว็บไซต์อื่นมีการลิ้งค์มาหาเรา ง่ายๆ แค่นี้เองค่ะ แต่ว่าประโยชน์ที่แท้จริงของมันไม่ใช่แค่การที่มีคนพูดถึงเราเฉยๆ แต่มันคือการที่ Google มองว่า เนี่ย มีคนพูดถึงเรา อ้างอิงมาถึงเราด้วย แบบนี้เว็บไซต์ของเราต้องดูดีมีสาระ น่าเชื่อถือ และมีข้อมูลเหมาะกับผู้อ่านแน่เลย แล้วยิ่งพอมีคนลิ้งค์มาเยอะๆ มันก็เป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บของเรามากขึ้นเรื่อยๆ และเว็บเราก็จะมีโอกาสติดหน้าแรกของ Google ได้มากขึ้นค่ะ

สมมติว่าเรากำลังจะเลือกสั่งชานมไข่มุกผ่านแอปมาประโลมจิตใจในวันที่การทำงานมันหนักหน่วงจนแทบไม่ไหว ถ้าเราเลื่อนผ่านร้านนี้ แล้วจำได้ว่ามีคนพูดถึงบ่อยๆ หรือว่ามีรีวิวเยอะๆ เราก็มีแนวโน้มที่จะเชื่อว่าร้านนี้อร่อย มากกว่าร้านที่ไม่มีรีวิวเลย หรือว่าเราไม่รู้จักชื่อเลยใช่มั้ยคะ ถ้า Google เป็นคน แล้วหิวชานม ก็ตัดสินใจคล้ายๆ เรานี่แหละค่ะ (อ่านถึงตรงนี้แอบพักไปสั่งชานม แล้วค่อยกลับมาอ่านต่อกันได้นะคะ)

Backlink สำคัญยังไง?

การทำเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกของ Google นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ มีผลสำรวจระบุไว้ว่า เว็บไซต์กว่า 90% ไม่มี traffic หรือคนเข้ามาจาก Google เลย และเหตุผลหลัก ๆ ก็มาจากการที่เว็บไซต์นั้นไม่มี Backlink มานั่นเองค่ะ

ทาง Google ออกมายอมรับเองเลยว่า Backlink เป็นหนึ่งในสามปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการจัดอันดับของ Google เลย และเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Ahref ก็ได้ทำการสำรวจไว้ว่ายิ่งเว็บไซต์มี Backlink มากเท่าไหร่ ผู้ชมหรือ traffic ของเว็บไซต์นั้นก็จะมากขึ้นไปแบบเห็นได้ชัดเลยค่ะ

03 referring domains vs search traffic 1

กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างจำนวน Backlink กับ Traffic ของเว็บไซต์จากการศึกษาของ Ahref

ดังนั้น การมี Backlink นั้นเป็นเรื่องสำคัญมากๆ สำหรับเว็บไซต์ของเรา และถ้าเกิดสงสัยว่าจะเริ่มทำ Backlink ตอนไหนดี คำตอบก็คือเริ่มทำตั้งแต่วันนี้เลยค่ะ Backlink ก็เหมือนแต้มร้านชานมไข่มุกนะคะ เริ่มสะสมตั้งแต่วันนี้ อีกสิบวันเดี๋ยวก็ได้ฟรีแก้วนึงแล้วค่ะ 😀 นอกจากความสำคัญในสายตา Google แล้ว การมี Backlink ยังทำให้เรามีโอกาสเพิ่ม Traffic จากเว็บไซต์ที่พูดถึงเราด้วย เพราะว่ามีคนเห็น ก็มีโอกาสจะคลิกมาใช่มั้ยคะ?

อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ถ้าเรามีบล็อกหรือว่าหน้าเว็บใหม่ขึ้นมา ปกติแล้วต้องใช้เวลาสักพักก่อนที่ Google จะ Index หรือว่ารับรู้ว่ามีหน้านั้นเกิดขึ้นมาค่ะ แต่ถ้ามีเว็บไซต์อื่นที่เค้าลิ้งค์มาหาเรา แล้ว Google ไป crawl หรือตรวจสอบเว็บไซต์นั้น ก็มีโอกาสที่ Google จะเจอหน้าใหม่ของเราเร็วขึ้น โดยเฉพาะถ้าเว็บนั้นมีอันดับที่ดีหรือ traffic เยอะ ๆ Google ก็จะไปตรวจเว็บนั้นบ่อยกว่าที่อื่นค่ะ

ประเภทของ Backlinks

Backlink มีหลายใจ เอ้ย หลายประเภทนะคะ จริง ๆ มีวิธีการแบ่งหลาย ๆ แบบ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ Dofollow และ Nofollow ค่ะ

Dofollow คือ Backlink ที่ใคร ๆ ก็อยากได้ หมายความว่าลิ้งค์ที่เราได้มา จะได้รับพลังมาจากเว็บที่ลิ้งค์มาหาเราด้วยค่ะ เช่นถ้าเว็บคุณภาพดีมาก ๆ อย่าง BBC เขียนข่าวถึงเว็บไซต์ของเราแล้วลิ้งค์มา แบบนี้เว็บเราก็จะดูคูลไปด้วยค่ะ (คูลสอนวิชาอะไรอะ? — นั่นมันครู!)

Nofollow คือ ลิ้งค์ที่เราแทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากมันเลย เราไม่ได้พลังอะไรมาแม้ว่าเว็บที่ลิ้งค์มาจะดีแค่ไหนก็ตามค่ะ

วิธีการดูว่าลิ้งค์ที่เราได้มาเป็นแบบไหน สามารถเข้าไปดูในโค้ดของเว็บไซต์ที่ลิ้งค์มาหาเราได้ค่ะ แล้วลองดูใกล้ๆ ลิ้งค์ของเรา ถ้าลิ้งค์เป็น Nofollow เราจะเจอมันเขียนอยู่ในโค้ดเลย เช่นตามรูปด้านล่างนี้ค่ะ

What Is a Nofollow Link? Here's A Simple Plain English Answer
วิธีดู Nofollow ลิ้งค์ในโค้ด

Backlink ที่ดีเป็นยังไง?

เลือกปัดทินเดอร์มากแค่ไหน ต้องเลือก Backlink ให้มากกว่าหลายเท่าเลยนะคะ ไม่ใช่ว่าทุกลิ้งค์ที่เราได้มามันจะดีกับเว็บไซต์ของเราไปทั้งหมด เราลองมาดูกันค่ะว่าลิ้งค์แบบไหนกันนะที่เราอยากได้

เกี่ยวข้องกับเว็บของเรา

ลองคิดภาพว่าเรากำลังเลือกโปรแกรมเมอร์คนใหม่มาร่วมทีม แล้วมี Candidate อยู่สองคน คนแรกแนะนำมาโดยรุ่นพี่ CTO ที่เรารู้จักว่าทำงานได้ดี แก้บัคเก่งกว่าใคร ส่วน Candidate อีกคนนั้นทาสแมวในวงการแนะนำมา เราก็คงเชื่อมั่นในคนแรกมากกว่า เพราะว่าคนที่แนะนำมาดูน่าจะมีความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องก็คือ Coding มากกว่าใช่มั้ยคะ?

ถ้าเว็บไซต์ของเราเกี่ยวกับชานมไข่มุก (อีกแล้ว) เราก็คงอยากได้ Backlink จากเว็บไซต์เกี่ยวกับของกินอย่าง Wongnai มากกว่าเว็บไซต์ขายปลาหมอสีเพราะว่ามันไม่เกี่ยวข้องกันเลยใช่มั้ยคะ? ซึ่งความเกี่ยวข้องนี้รวมไปถึงบทความที่ลิ้งค์มา แล้วก็ตัวเว็บไซต์เองด้วยค่ะ

เว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ

โดยทั่วไปแล้ว เราอยากได้เว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ หรือศัพท์เทคนิคเราเรียกว่า Domain Rating หรือ Domain Authority ที่ดีค่ะ รวมไปถึงเว็บไซต์ที่มี Traffic เยอะ ๆ ด้วย เพราะว่าถ้าเว็บไซต์นั้นดูดี แล้วเค้าเชื่อมั่นในตัวเรา Google ก็มองว่าเว็บเราน่าเชื่อถือมากขึ้นไปด้วยค่ะ 🙂 แน่นอนว่าเราไม่อยากได้เว็บไซต์สีเทาๆ หรือสุ่มเสี่ยง เช่นเว็บพนัน หรือว่าเว็บที่คุณภาพไม่ดีลิ้งค์มาหาเราเยอะๆ เพราะเราก็จะดูไม่ดีไปด้วยเช่นกันค่ะ

Backlink Checker (เช็ก Backlink)

ถึงตอนนี้แล้ว ถ้าทุกคนยังไม่กดสั่งชานมไข่มุกกัน ก็คงสงสัยแล้วใช่มั้ยคะ ว่าจะเช็ก Backlink ของเว็บไซต์ตัวเองได้ยังไงบ้าง มีวิธีง่าย ๆ อยู่สองวิธีค่ะ

Google Search Console อันนี้เป็นเครื่องมือฟรีจาก Google ที่เราสามารถเข้าไปสมัครแล้วก็เริ่มใช้งานได้เลย โดยเราจะต้องยืนยันความเป็นเจ้าของเว็บไซต์ต้องเราก่อน มีการตั้งค่านิดหน่อย ถ้าใครติดตั้งอยู่แล้ว สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ด้วยการคลิก Link > External Link ที่ Sidebar ด้านซ้ายมือนะคะ หลังจากนั้นหา Report ตามนี้เลยค่ะ

  • Top linked pages เพื่อดูว่าบนเว็บของเรา หน้าไหนที่มีคนลิ้งค์มาหาเยอะที่สุด
  • Top linking sites เพื่อดูว่าเว็บไซต์ไหน ที่ลิ้งค์มาหาเราเยอะที่สุด
  • Top linking text เพื่อดูว่าคนลิ้งค์มาหาเราด้วยคำไหนเยอะที่สุด

Ahrefs’ free backlink checker อันนี้เป็นเครื่องมือที่ใช้ฟรีเหมือนกันค่ะ ข้อดีก็คือเราสามารถเช็ก Backlink ของเว็บไซต์ใครก็ได้ โดยเฉพาะคู่แข่งของเรา อันนี้จะมีข้อมูลค่อนข้างละเอียด แล้วก็มี Domain Rating ให้เราดูด้วยค่ะ ว่า Rating ของเว็บเรา หรือเว็บที่เรากำลังค้นหามีคะแนนเท่าไหร่จาก 0-100 ค่ะ

วิธีสร้าง Backlink

การหา Backlink ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ แต่ก็ไม่ยากเกินไปแน่นอน ลองดูวิธีตามนี้แล้วมาลองเริ่มสร้าง Backlink กันค่ะ

เขียน Content ให้ดี

การเขียนคอนเทนท์ไม่ใช่แค่ทำให้ไวรัลแล้วจะประสบความสำเร็จเสมอไปนะคะ บางครั้งบทความของเราอาจจะถูกแชร์ไปเยอะๆ บน Social Media จนทำให้เราดีใจ แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะบน Social Media มีข่าวใหม่มาทุกวินาที แปปเดียวคนก็ลืมแล้วค่ะ (ขนาดก้อนหินยังแหลกเป็นเม็ดทราย นับประสาอะไรกับบทความนะคะ) อย่างเช่นกราฟด้านล่างนี้ จะเห็นว่าบทความนี้ของเราไวรัลบน Facebook อยู่ไม่กี่วัน หลังจากนั้นก็ไม่มี Traffic อีกเลยค่ะ

ตัวอย่างบทความไวรัล แต่ไม่ดีต่อ SEO
กราฟ Traffic บทความไวรัล แต่ไม่ดีต่อ SEO

ดังนั้น Content ที่ดีนั้น ควรจะเป็นคอนเทนท์ที่ SEO Friendly มีการเช็กก่อนว่าหัวข้อแบบไหนที่คนจะเสิร์ช (ลองใช้เครื่องมือ Google Keyword Planner) บทความแบบไหนจะช่วยตอบคำถามให้คนได้จริงๆ หาบทความที่จะเป็น Evergreen อยู่สร้างมูลค่าให้กับเราไปได้นานๆ ไม่จำเป็นต้องโพสบ่อย แต่ต้องอร่อย เอ้ย ได้คุณภาพนะคะ อย่างเช่นกราฟบทความด้านล่างนี้เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2019 ในช่วงแรกมีคนเข้ามาดูจาก Social Media จำนวนหนึ่ง แต่หลังจากนั้นเราทิ้งไว้เฉยๆ ก็มีการเข้ามาดูเรื่อยๆ และแน่นอนว่าเป็น Traffic จาก Google ล้วนๆ โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลยค่ะ

ตัวอย่างบทความที่ดีต่อ SEO
กราฟ Traffic บทความที่ดีต่อ SEO

เช็กความเร็ว และคุณภาพของเว็บไซต์

แม้จะไม่เกี่ยวกับ Backlink โดยตรง แต่ความเร็วของเว็บไซต์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ Google ใช้จัดอันดับ Ranking นะคะ รวมไปถึงคุณภาพด้านอื่นๆ เช่นความ mobile friendly ด้วย นอกจากได้ลิ้งค์ที่ดีแล้ว การดูแลเว็บของเราให้ดีก็จะช่วยให้อันดับของเราดีขึ้นได้ด้วยค่ะ ลองใช้เครื่องมืออย่าง PageSpeed Insights หรือว่า Google Lighthouse ตรวจสอบเว็บ แล้วสะกิดทีมเดฟให้มาช่วยแก้เว็บไซต์ให้ดีขึ้นกันนะคะ ที่สำคัญ ตัว Google Lighthouse นี่จะช่วยตรวจสอบคะแนน SEO บนเว็บของเรา และยังให้คำแนะนำว่าจะต้องแก้ไขตรงไหนยังไง เพื่อให้คะแนนดีขึ้นได้ด้วยนะคะ

รายงานของ Gogle Lighthouse เรื่อง SEO
หน้าตารายงานของ Google Lighthouse

ออกไปแตะขอบฟ้า

ไม่ต้องรอโชคชะตาให้เข้าใจ เราก็ออกไปแตะขอบฟ้าได้ค่ะ มีเว็บไซต์หลายที่เลยที่เราสามารถไปโพสบทความของตัวเองได้ แล้วลิ้งค์กลับมาที่เรา หรือการไปคอมเมนท์ตามบทความ ตอบโพสต์ต่างๆ แล้วใส่ลิ้งค์มาที่เว็บของเราแบบนี้ก็เป็นการเพิ่มลิ้งค์ของเราได้ด้วยตัวเองนะคะ แต่ต้องระวังอย่าไปโพสรบกวนคนอื่นมากเกินไป หรือไปแสปมเว็บใคร เพราะจะโดน Google ลงโทษเอาได้นะคะ

ติดต่อไปเว็บไซต์อื่น

เราสามารถติดต่อไปเว็บไซต์อื่นเพื่อให้เค้าลิงค์กลับมาหาเราได้ค่ะ แต่ถ้าอยู่ดีๆ เราติดต่อไปขอให้คนลิ้งค์มาที่เว็บเราเลย มันก็คงจะแปลกๆ ใช่มั้ยคะ? เหมือนคนไม่รู้จักแล้วอยู่ดีๆ มาขอนอนที่บ้านเรา ก็คงไม่ไหว ดังนั้นมีหลายวิธีเลยค่ะ ที่เราจะสร้างมูลค่าให้กับเว็บไซต์อื่น เพื่อให้เค้าอยากลิ้งค์กลับมาหาเราได้ เช่น

  • การทำ Guest Blogging หรือไปช่วยเขียนบทความให้เว็บนั้น
  • หาเว็บที่มีการพูดถึงเว็บของเราอยู่แต่ไม่ได้ใส่ Backlink มา แล้วบอกเค้าให้ช่วยใส่ลิ้งค์
  • Skyscraper Technique หรือการหาบทความที่มีคนลิ้งค์ไปหาเค้าเยอะๆ แล้วเราก็เขียนบทความเดียวกันที่คอนเทนท์ดีกว่ามาก ๆ เพื่อไปสู้ แล้วขอให้คนที่เคยลิ้งค์ไปหาเค้า ลิ้งค์มาหาเราแทน (ฟังดูใจร้ายหน่อยๆ นะคะ แต่เว็บต่างชาติฮิตเรื่องนี้ไม่เบาเลย)

ที่จริงแล้วเทคนิคในการทำ Backlink นั้นมีอีกเยอะมาก ถ้าเราอยากเริ่มต้นวันนี้ ลองเริ่มจากการตรวจสอบ Backlink ของตัวเองก่อน แล้วค่อยวางแผนคอนเทนท์ให้ตอบโจทย์ ก่อนที่จะเริ่มไปสร้าง Backlink ด้วยการติดต่อเว็บข้างนอกนะคะ ตอนนี้เราก็หมดสงสัยแล้วว่า Backlink คืออะไร ครั้งต่อไปอยากอ่านบทความเรื่องอะไร หรือว่ามีเรื่องอะไรที่อยากแชร์เกี่ยวกับ Backlink ที่เคยลองทำมา ทิ้งคอมเมนท์ไว้ได้เลยนะคะ

ส่วนถ้าใครอยากปรึกษาเรื่องการทำ Backlink หรือ SEO ก็ติดต่อมาได้เลยค่ะ หรือถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ จะลิ้งค์บทความนี้ไปเพิ่ม Backlink กันก็ได้นะคะ (:

ถ้าอยากติดตามกันต่อ มาคุยกันได้ที่ Facebook นี้เลย 💙💙

Join the discussion

2 comments
  • แล้วถ้าเราทำเว็บกระเป๋าผ้าแต่การจะแลกลิงค์ในธุรกิจเดียวกันค่อนข้างยากแบบนี้ควรทำอย่างไร หรือมีข้อเสนอแนะอย่างไรได้บ้างคะ

    • ลองหาเว็ปไซต์ที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ใช่ทางตรงดูค่ะ เช่น

      – อาจจะเป็นเว็ป PR ที่ช่วยประชาสัมพันธ์ธุรกิจท้องถิ่น
      – หาเรื่องราวที่เข้ากันได้ เช่น ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องของเจ้าของธุรกิจเอง ในพวกเว็ปไซต์เกี่ยวกับผู้ประกอบการและกิจการ
      – ธุรกิจที่ขายผ้าให้เรา ก็ลิ้งค์มาหาเราได้ในฐานะลูกค้า

      มีหลายแนวทางเลยค่า 🙂