Home » Marketing » SEO » Core Web Vitals คืออะไร?​ พร้อมวิธีปรับเว็บให้ผ่านมาตรฐาน Google

Core Web Vitals คืออะไร?​ พร้อมวิธีปรับเว็บให้ผ่านมาตรฐาน Google

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Google หันมาให้ความสำคัญกับ User Experiences หรือประสบการณ์ของผู้ใช้งานเว็บไซต์มากขึ้นเรื่อยๆ และตัว Core Web Vitals ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยในการจัดอันดับที่ Google เริ่มนำมาใช้อย่างจริงจัง ต่อจากเรื่องความเร็วของเว็บไซต์ และการใช้งานบนมือถือค่ะ วันนี้เราจะมาดูกันว่า Core Web Vitals คืออะไร แล้วเราจะปรับเว็บไซต์ให้ดีต่อการติดอันดับบน Google ได้ยังไงบ้าง?

Core Web Vitals คืออะไร?​

Core Web Vitals คือมาตรฐานที่ Google นำมาใช้วัดประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ หรือ UX (User Experiences) ที่มากไปกว่าแค่ความเร็วเว็บไซต์ ประกอบไปด้วยปัจจัยสามตัวคือ Largest Contentful Paint, First Input Delay และ Cumulative Layout Shift

โดย Google จัดให้ Core Web Vitals เป็นส่วนหนึ่งของ Page Experiences หรือการใช้งานในเว็บทั้งหมดเลยค่ะ เช่นพวกความเร็วเว็บไซต์ (Pagespeed), การใช้งานบนมือถือ (Mobile-friendly), HTTPs หรือลงโทษเว็บที่ป๊อปอัปเยอะๆ (Intrusive Popup) ตอนแรกมีรวมเรื่อง Safe Browsing หรือการใช้งานเว็บอย่างปลอดภัยด้วย แต่ตอนนี้เอาออกไปแล้วค่ะ

เริ่มใช้ Core Web Vitals เป็นปัจจัยการจัดอันดับ SEO ตั้งแต่เมื่อไหร่?

เมื่อก่อนเค้าบอกว่าจริงจังถึงขนาดอาจจะมีป้าย Label บน SERPs เลยว่าเว็บไหนผ่าน Core Web Vitals และเว็บไหนไม่ผ่านค่ะ แต่สุดท้ายก็ไม่มี โดยทาง Google เริ่มใช้ Core Web Vitals อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2021 ใช้เวลามาประมาณสองเดือนกว่าจะปล่อยอัปเดต Page Experiences เสร็จเรียบร้อย โดยเริ่มใช้จัดอันดับบนมือถือก่อน และจะเริ่มใช้ Core Web Vitals จัดอันดับบน Desktop เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2022 ค่ะ แต่ Google ก็ออกมาเตือนนะคะว่าอย่าตกใจไป สุดท้ายแล้วคอนเทนต์ที่ดีและมีประโยชน์​สำคัญกว่า Core Web Vitals และปัจจัยอื่นๆ ค่ะ

Core Web Vitals เป็น Metrics เจาะยาง

Page Experiences จะใช้ตัดสินก็ต่อเมื่อคอนเทนต์คุณภาพใกล้ๆ กัน เว็บที่เร็วกว่าและประสบการณ์การใช้งานดีกว่า ก็อาจจะชนะไปค่ะ เรียกกันว่าเป็น “Metrics เจาะยาง” คือถ้าคะแนนไม่ดี รถยนต์ก็ยังวิ่งได้ แต่จะหน่วงๆ ช้าๆ เหมือนรถยนต์ยางแบนค่ะ อันดับเราก็จะขึ้นแบบหน่วงๆ หน่อยนั่นเอง

ทาง Semrush ได้ทำรีเสิร์ชเพื่อดูผลกระทบของเว็บไซต์หลังจากที่มีการอัปเดต และเริ่มใช้งาน Core Web Vitals โดยพบว่า เว็บทีติดอันดับในหน้าแรกส่วนใหญ่ มี Core Web Vitals อยู่ในเกณฑ์ดี แต่หลังจากอัปเดตก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงของอันดับมากขนาดนั้นค่ะ ดังนั้นเจ้าตัว Core Web Vitals นี้ไม่ได้เป็นปัจจัยการจัดอันดับแบบตรงไปตรงมา แบบถ้าเว็บเขียวจะอันดับดี ส่วนถ้าคะแนนออกมาแดงอันดับจะไม่ได้ แต่ Google SEO มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออันดับมากกว่านั้นค่ะ

สำหรับการทำ SEO แล้ว เราก็ควรจะทำเว็บไซต์ให้ดีที่สุดในทุกๆ ด้าน เพื่อช่วยให้คอนเทนต์ที่ดีของเรา ได้ Performance ที่ดีขึ้นไปอีก ตัว Core Web Vitals เป็นเรื่องอีกหนึ่งเรื่องที่เราไม่สนใจไม่ได้เลยค่ะ โดยตัว Core Web Vitals นี้ประกอบไปด้วยสามปัจจัยย่อยก็คือ Largest Contentful Paint, First Input Delay และ Cumulative Layout Shift ค่ะ เดี๋ยวมาดูกันว่าแต่ละตัวหมายถึงอะไรบ้าง

Core Web Vitals
Core Web Vitals

Largest Contentful Paint (LCP) คืออะไร?

Largest Contentful Paint (LCP) คือการดูว่าเว็บเราโหลดเร็วหรือเปล่า โดยโฟกัสไปที่คอนเทนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนเว็บไซต์ของเราค่ะ เช่นถ้าเว็บเรามีแบนเนอร์ใหญ่ๆ หรือวิดีโออาจจะต้องใช้เวลาโหลดนาน มากกว่าตัวหนังสือ หรือรูปที่ไม่ได้ Compress จนมีขนาดใหญ่ ตรงนี้ก็จะทำให้คะแนน LCP ของเราน้อยลงค่ะ

มาตราฐานของ Google สำหรับ LCP

ตัวนี้ Google อยากให้คอนเทนต์ที่ใหญ่ที่สุด ใช้เวลาโหลดไม่เกิน 2.5 วินาทีค่ะ หรือถ้าเกิน 4 วินาทีไปก็คือจะกลายเป็นสีแดง คือแย่ที่สุดเลย

Cumulative Layout Shift (CLS) คืออะไร?

Cumulative Layout Shift (CLS) คือ ตัวที่ดูว่าเว็บเรากระตุก หรือเคลื่อนไหวมากแค่ไหนนั่นเองค่ะ เช่นบางทีเวลาเราโหลดเว็บอะไรในมือถือ แล้วกำลังจะกดปุ่ม แต่ปุ่มดันเลื่อนไปจนนิ้วไปโดนอย่างอื่น หรือเวลาเข้าเว็บแล้วรูปสั่นๆ แบบนี้ก็คือว่ามีการขยับและกระตุกเยอะค่ะ ดังนั้นเราเลยควรพยายามให้เว็บเราซ่าแต่แบบสั่นๆ น้อยที่สุด

จากตัวอย่างด้านล่างจะเห็นว่าหน้าหลักของเมมีรูป แต่ตอนแรกไม่โหลด มันเลยขึ้นตัวหนังสือมา เสร็จแล้วพอรูปขึ้น มันดันตัวหนังสือลงไป ถ้าจ้องอยู่จะเห็นหน้าเว็บขยับค่อนข้างเยอะ คะแนน CLS เลยไม่ดี ถึงคะแนน Speed Score รวมๆ จะดีก็ตามค่ะ

ตัวอย่าง Cumulative Layout Shift (CLS) ที่ไม่ดี
ตัวอย่าง Cumulative Layout Shift (CLS) ที่ไม่ดี

มาตราฐานของ Google สำหรับ CLS

ตัวนี้จะคำนวณซับซ้อนนิดนึงค่ะ ไม่ได้เป็นวินาทีเหมือนตัวอื่นๆ แต่จะดูว่าขนาดของ element ที่มีการขยับนั้นใหญ่แค่ไหน แล้วขยับไปไกลมากแค่ไหนค่ะ โดยคะแนนไม่ควรจะเกิน 0.1 หรือสุดๆ คือไม่เกิน 0.25 ค่ะ

First Input Delay (FID) คืออะไร?

First Input Delay (FID) คือการวัดความเร็วของเว็บไซต์ของเรา เวลาที่ผู้ใช้งานทำ action อะไรบางอย่างค่ะ เช่น หลังจากกดเมนูแล้วหน้าต่อไปโหลดเร็วมั้ย หลังจากกดปุ่มแล้วตอบสนองเร็วมั้ย แบบนี้ค่ะ เพราะว่าถ้าสมมติเรากดอะไรสักอย่างแล้วมันโหลดนานๆ เราก็คงกดย้ำๆ ซ้ำๆ แบบงงๆ ใช่มั้ยคะว่าที่กดไปเมื่อกี้มันติดหรือเปล่า ทาง Google เลยเอามาเป็นปัจจัยในการจัดอันดับด้วยค่ะ

มาตราฐานของ Google สำหรับ FID

ตัว FID เราจะดูว่าหลังจากกดหรือ action แล้ว การตอบสนองของเว็บเราเร็วแค่ไหนค่ะ ซึ่งการตอบสนองไม่ควรใช้เวลาเกิน 0.1 วินาที หรือสุดๆ ก็ 0.3 วินาที ซึ่งอันนี้ไม่นับการตอบสนองกับการซูม หรือ scroll เลื่อนจอค่ะ

วิธีการเช็ก Core Web Vitals ของตัวเอง

วิธีเช็ก Core Web Vitals แบบฟรีๆ สามารถทำได้สองวิธีค่ะ ซึ่งก็คือการเช็กด้วย Google PageSpeed Insights และ Google Search Console ค่ะ

ดูคะแนน Core Web Vitals ด้วย Google PageSpeed Insights

PageSpeed Insights เป็นเครื่องมือของ Google ที่ไว้ให้เราสามารถใช้เช็กข้อมูลทางด้านความเร็วและ Performance ของเว็บเราเองได้แบบฟรีๆ ค่ะ วิธีการก็ง่ายมากๆ แค่ไปที่ https://developers.google.com/speed/pagespeed/insights/ แล้วใส่หน้าเว็บของเราที่ต้องการเช็กลงไป แล้วกด Analyze ค่ะ

วิธีการใช้ Pagespeed insights

วิธีการอ่านข้อมูลบน Google PageSpeed Insights

หลังจากใส่เว็บลงไปแล้ว เราจะเห็นหน้าตาข้อมูลขึ้นมาแบบนี้ค่ะ ทางด้านบนซ้ายมือจะมี Mobile และ Desktop ให้เลือก โดยจะเห็นได้ว่า Google ตั้งให้ Mobile เป็น Default ก็เพราะว่า Google จะหันมาสนใจเรื่องการใช้งานบนมือถือมากขึ้นอย่างจริงจังแล้วค่ะ ดังนั้นเราก็ควรจะใช้คะแนนบน Mobile เป็นหลัก

ส่วนด้านล่างที่มีคะแนน จะเห็นได้ว่าคะแนน Core Web Vitals จะมีป้ายสีน้ำเงินแปะอยู่ค่ะ ซึ่งคะแนนทั้งหมดนี้ไม่ต้องถึงขนาดเขียวหมดก็ได้ แต่ถ้าเป็นสีแดงคือต้องเริ่มดำเนินการแก้ไขแล้วค่ะ

วิธีดูคะแนนบน Pagespeed Insights

ถ้าเว็บไซต์ที่มีข้อมูลเยอะๆ จะเห็นได้ว่าหลังจากการทดสอบ จะมีคะแนนขึ้นมาสามช่องตามนี้ค่ะ

  • Field Data คือข้อมูลจากผู้ใช้งานจริงของหน้าที่เรากำลังเทส ที่ Google เก็บข้อมูลเอาไว้ย้อนหลัง 28 วัน ตัวนี้จะมีข้อมูล Core Web Vitals ครบทั้งสามตัว แต่ว่าข้อมูลอื่นๆ จะน้อยกว่า Lab Data ค่ะ
  • Origin Summary คือข้อมูลของเว็บไซต์จากการใช้งานจริงย้อนหลัง เหมือนกับ Field Data แต่เป็นข้อมูลของทั้งเว็บ รวมทุกหน้า
  • Lab Data คือการทดสอบใน controlled environment เหมือนห้องแลปที่ Google สร้างขึ้นมา ใช้ Debug ได้ ทดสอบผลได้เร็ว เพราะถ้าเราปรับเว็บตรงไหน ก็จะเห็นผลได้ทันที ไม่ต้องรอข้อมูลอีก 28 วันค่ะ ดังนั้นสามารถใช้คะแนนอันนี้เป็นหลักได้ แต่จะไม่มีข้อมูล First Input Delay (FID) ค่ะ
ตัวอย่างผลการทดสอบความเร็วจากเว็บ thestandard.co
ตัวอย่างผลการทดสอบความเร็วจากเว็บ thestandard.co

ดูคะแนน Core Web Vitals ด้วย Google Search Console

Google Search Console เป็นเครื่องมือที่ทุกคนสามารถติดตั้งให้กับเว็บไซต์ของตัวเองได้แบบฟรีๆ เหมือนกับ Google Analytics เลยค่ะ ถ้าใครยังไม่มี ดูวิธีการติดตั้งได้ที่นี่ในหัวข้อ วิธีการติดตั้ง Google Search Console ค่ะ

ถ้าใครติดตั้งไว้อยู่แล้ว ให้ไปที่ Search Console แล้วหาเมนู Page Experiences ทางซ้ายมือนะคะ พอกดเสร็จแล้ว จะมีข้อมูลของเว็บเราขึ้นมาโดยตัวนี้จะเน้นไปที่ประสบการณ์การใช้งานบนมือถือค่ะ ก็จะมีสรุปข้อมูลให้เลย จากนั้นก็สามารถเลือกกดบนคำว่า Core Web Vitals เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ค่ะ

ตัวอย่างภาพหน้าจอ Google Search Console เมนู Page Experiences
ตัวอย่างภาพหน้าจอ Google Search Console เมนู Page Experiences

พอเข้ามาดูที่เมนู Core Web Vitals แล้ว ให้เราโฟกัสที่ Mobile เป็นหลักค่ะ ตรงนี้คือไม่ต้องเขียวก็ได้ แค่อย่าแดงก็พอนะคะ ถ้าเราอยากรู้ข้อมูลเพิ่ม ก็ให้เกิด Open Report ทางด้านบนขวามือ แล้วก็จะมีรายงานอย่างละเอียดว่าแต่ละ URL ของเรามีปัญหาตรงไหนบ้างค่ะ อย่างในภาพจะมีปัญหาทั้ง CLS, FID, LCP เลย ตัวนี้จะดูได้ทุกหน้าพร้อมกันเลย ไม่ต้องไล่เช็กทีละหน้าค่ะ

ตัวอย่างภาพหน้าจอ Google Search Console เมนู  Core Web Vitals
ตัวอย่างภาพหน้าจอ Google Search Console เมนู Core Web Vitals

จากนั้นเราสามารถกดเข้ามาดูทีละปัญหาได้ อย่างในภาพด้านล่างเมกดเข้ามาดู LCP มันก็จะบอกเลยว่า URL ไหนบ้างที่มีปัญหา พอแก้เสร็จแล้วก็มากด Validate Fix เพื่อให้ Google เข้ามาดูข้อมูลใหม่ค่ะ :))

ตัวอย่างการ Validate Fix บน Google Search Console
ตัวอย่างการ Validate Fix บน Google Search Console

วิธีการปรับเว็บไซต์ให้คะแนน Core Web Vitals ดีขึ้น

ปกติแล้วเวลาเราเช็กข้อมูลบน Google PageSpeed Insights แล้ว ทาง Google ก็จะมีคำอธิบายมาช่วยด้านล่างค่ะ ว่าต้องปรับเว็บยังไงบ้าง ซึ่งเป็นคำอธิบายแบบรวมๆ ไม่ได้เจาะจงไปที่ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่ทาง Google ก็ได้ให้ Best Practice กับเราไว้เหมือนกันค่ะ ว่าต้องทำยังไงเพื่อให้คะแนน Core Web Vitals ของเราดี บางอันอาจจะ Technical หน่อย ยังไงลองปรึกษาทีมโปรแกรมเมอร์ดูนะคะ 🙂

  • เอาโค้ดที่ไม่จำเป็นออก ทำได้ง่ายๆ ด้วยการไป Deactivate/Delete Plugins บน WordPress ที่เราไม่ได้ใช้ค่ะ
  • เลือก Host ที่ดี เลือกโฮสที่โหลดเร็ว มีชัยไปกว่าครึ่งค่ะ
  • Lazy Load การตั้ง Lazy Load คือการทำให้รูปโหลดขึ้นมาเมื่อต้องใช้เท่านั้น แล้วมันจะค่อยๆ โหลดขึ้นมาจนสมบูรณ์เองค่ะ อันนี้สามารถใช้ Plugin ช่วยได้ เช่น Shortpixel หรือ WP Rocket ค่ะ
  • เอาคอนเทนต์ที่ขนาดใหญ่มากๆ ออก เช่นวิดีโอ หรือรูปภาพที่หนักๆ
  • ลดขนาด (Compress) รูปภาพก่อนลง ตัวนี้เมใช้ Plugin Imagify อยู่ค่ะ แต่ถึงจะไม่ได้ใช้ WordPress ก็สามารถเอารูปไปลดขนาดในเว็บนี้ แล้วค่อยเอาไปใช้งานต่อได้ค่ะ ตัว Shortpixel ก็ทำได้ แต่เมเคยลองแล้วมีปัญหาการแสดงผลรูปอยู่บ้าง เลยชอบทาง Imagify มากกว่าค่ะ
  • Minify your CSS/Javascript ตัวนี้เมใช้ปลั๊กอิน WP Rocket ทำค่ะ ถ้ายังไงอาจจะลองปรึกษาโปรแกรมเมอร์ให้ช่วยดูได้นะคะ
  • ใช้ Cache การเก็บแคชคือเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บเอาไว้ ถ้าคนเคยเข้าแล้วมาใหม่ก็ไม่ต้องโหลดใหม่อีกค่ะ ปลั๊กอินที่ช่วยในการ Cache มีเยอะมากๆ WP Rocket ก็ได้ หรือจะใช้ LiteSpeed Cache หรือ W3 Total Cache ก็นิยมใช้กันค่ะ
  • กำหนด attribute dimensions ไว้เลย การทำแบบนี้จะช่วยให้หน้าจอไม่เลื่อนไปมา เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องเก็บพื้นที่ให้กับรูปภาพขนาดเท่าไหร่ค่ะ

อย่าลืมปรับหน้าเว็บของเราให้ดีกับ Core Web Vitals เพื่อให้เว็บเราติดอันดับบน Google ได้อย่างปลอดภัย ไม่กลัวหลุด และที่สำคัญ คนที่ใช้งานเว็บไซต์ของเราจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการใช้งานด้วยค่ะ

ใครอยากเรียน SEO เพิ่มเติม ตอนนี้เมมีคอร์สอยู่ทั้งแบบฟรีและเสียเงิน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือติดตามกันได้ใน Facebook นะคะ

Core Web Vitals คืออะไร?

Core Web Vitals เป็นตัววัดมาตราฐานประสบการณ์การใช้งานหน้าเว็บใหม่จาก Google เริ่มใช้ จัดอันดับ SEO บนมือถือเมื่อกลางปี 2021 โดยประกอบไปด้วยปัจจัยสามตัวคือ largest contentful paint, first input delay และ cumulative layout shift

Core Web Vitals สำคัญกับ SEO แค่ไหน?

Google หันมาสนใจเรื่องประสบการณ์ใช้งานบนเว็บหรือ Page Experiences มากขึ้นเรื่อยๆ และ Core Web Vitals ก็เป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่จะเอามาจัดอันดับ ดังนั้นถ้าเว็บเราคะแนน Core Web Vitals ไม่ดี ก็อาจจะมีปัญหาได้ค่ะ

เช็กคะแนน Core Web Vitals ยังไง?

เช็คคะแนน Core Web Vitals ได้ทั้งบน Google Search Console ของเว็บตัวเอง หรือว่าเช็กบน PageSpeed Insights ก็ได้ แบบฟรีๆ ค่ะ ดูวิธีทำได้ในบทความเลย 🙂

Written by
Chalakorn Berg
Join the discussion

8 comments
    • เนื้อหาอ่านแล้วรู้เลยว่าคนเขียนตั้งใจเขียนไม่ใช่สักแต่ก๊อบปี้มาวาง เรียบเรียงได้ดี ผลิตเนื้อหาคุณภาพแบบนี้มาเรื่อยๆนะครับ ผมบันทึกไว้ในบุ๊คมาร์คเลยทีเดียว

  • เขียนได้ดี โดยเฉพาะหน้าเว็บดูสะอาดตา น่าอ่านมากๆครับ ขอบคุณสำหรับความรู้ดีดี

  • Ahrefs คืออะไร?​ รวมวิธีใช้ทั้งเวอร์ชันฟรีและเสียเงินจากคนใช้จริง | Chalakorn Berg พูดว่า:

    […] เมลองเสิร์ชคนที่เขียนเรื่อง Core Web Vitals ที่เกี่ยวกับ SEO ด้วย […]