Home » Marketing » SEO » 8 หลักการทำ SEO พื้นฐาน ติด Google อย่างยั่งยืน (2022)

8 หลักการทำ SEO พื้นฐาน ติด Google อย่างยั่งยืน (2022)

พื้นฐานในการทำ SEO เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ค่ะ เราคงไม่สามารถสร้างตึกสูงได้อย่างมั่นคงถ้าไม่มีชั้นแรก การที่เราเข้าใจแนวคิดหลักการพื้นฐานนี้ จะช่วยเป็นรากให้เราไปต่อยอดได้ง่ายขึ้นในอนาคต จับทางได้ง่ายขึ้น และไม่เสียเวลาไปกับการทำเรื่องที่ไม่จำเป็นค่ะ

เหมือนถ้าเราจะมามัวรอคนบอกว่าจะต้องทาสีตรงนี้ ก่ออิฐฉาบปูนตรงนี้ เราก็จะไม่มีวันสร้างตึกหรือเพิ่มมูลค่าให้ตัวเองได้ แต่ถ้าเราเข้าใจพื้นฐานทั้งหมดของการก่อสร้าง เราก็จะสามารถเลื่อนขั้นเป็นวิศวกร เป็นนักออกแบบ ที่สร้างตึกสวยแปลกตาของตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องรอตามใครค่ะ

เช่นกัน ถ้าเราเข้าใจพื้นฐานของการทำ SEO เราก็จะไม่ต้องรออ่านเทคนิคของคนอื่นไปเรื่อยๆ หรือลงคอร์สเสียเงินเยอะๆ แบบไม่มีวันสิ้นสุด แต่เราจะสามารถเข้าใจได้ว่า กลยุทธ์ไหนเหมาะกับความต้องการของเรา อันไหนไม่ควรทำเพราะจะเสียเวลาและเสี่ยงโดนลงโทษ สุดท้ายเราก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการทำ SEO ค่ะ

ถ้าสนใจเรื่อง SEO แบบเข้าใจจริงๆ จากประสบการณ์คนทำงานจริงๆ เมมีสอนอยู่นะคะ ทุกครั้งเมจะบอกคนเรียนว่าลงแล้ว ไม่ต้องลงซ้ำอีก เพราะถ้าเรียนจบ ทุกคนก็จะเข้าใจจริงๆ ตั้งแต่พื้นฐาน หลักการ และแนวคิดทั้งหมด เรื่องที่สอนอัปเดตจนชั่วโมงสุดท้าย แถมมี SEO Checklist ให้เอาไปทำต่อได้อย่างมั่นใจค่ะ :))  ดูข้อมูลคอร์สเรียน SEO เพิ่มได้ที่นี่เลย 🙂

8 พื้นฐาน SEO ที่นักการตลาดทุกคนควรเข้าใจ

1. คิดถึงคน ก่อนคิดถึงคอม

ถึง Google จะมีการใช้เทคโนโลยีมากมาย แต่สุดท้ายแล้วหลักการที่สำคัญก็คือการทำให้ระบบพวกนี้ ตัดสินใจได้แบบคนมากขึ้นค่ะ เวลาเค้าจะปล่อยอัปเดตอะไร นอกจากเค้าจะเอามาเทสกับคนจริงๆ แล้ว ก็จะมี Quality Raters เอาไว้เช็กก่อนที่จะปล่อยออกมาให้เราใช้งานเสมอ ว่าอัปเดตต่างๆ นั้นมันดีกับคนใช้งานจริงหรือเปล่า

ดังนั้นแล้วก่อนที่เราจะคิดว่าเว็บแบบไหนที่ Google จะชอบ บทความแบบไหนที่จะติดอันดับ ต้องใส่คีย์เวิร์ดกี่ครั้ง ฯลฯ ให้ลองคิดด้วยตัวเองก่อนว่า แล้วแบบไหนที่คน หรือลูกค้าของเราจะชอบค่ะ

“คิดถึงคนก่อน ค่อยคิดถึงคอม แต่ถ้าเค้าไม่รักก็คงต้องยอม แม้จะคิดถึงไหนก็ตามนะคะ ❤️”

2. เข้าใจ Search Intent

Search Intent แปลง่ายๆ ก็คือจุดประสงค์ในการค้นหาค่ะ มีคนวิเคราะห์เอาไว้ว่าทุกๆ วินาที มีการค้นบน Google ถึง 70,000 ครั้ง แต่ไม่ใช่ว่าทุกการค้นหาจะต้องการอ่านบทความเสมอไป บางครั้งเราก็ใช้ Google เพื่อจะเข้าไปเว็บไซต์ที่เรารู้จักอยู่แล้ว เปรียบเทียบตัวเลือกต่างๆ เข้าไปช็อปปิ้ง เข้าไปหารูป ฯลฯ ดังนั้นแล้วการทำเว็บไม่ต้องมีบล็อกถึงจะทำ SEO ได้ แต่เราต้องมีหน้าเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์กับจุดประสงค์ในการค้นหา หรือ Search Intent ค่ะ

เหมือนเวลาเราหาแฟนอะเนอะ ถ้าเราอยากเริ่มต้นความสัมพันธ์ยาวนานแบบจริงใจ แต่อีกฝ่ายเค้ายังไม่พร้อมจะจริงจัง ต่อให้ดีแค่ไหนสุดท้ายก็คงจะแชทหนักขวาอยู่ดี (ฮือ)

ถ้าอยากเข้าใจเรื่อง Search Intent เพิ่มเติม เมมีเขียนบทความเรื่อง Search Intent อย่างละเอียดเอาไว้ที่นี่ค่ะ 🙂

3. UX สำคัญกับ SEO กว่าที่คิด

UX ในมุมของ Google ก็คือประสบการณ์ใช้งานเว็บไซต์ที่ดี เว็บไซต์ที่มีคุณภาพที่ดีคือเว็บไซต์ที่โหลดได้รวดเร็ว ไม่แสปม ใช้งานได้อย่างปลอดภัย ผู้ใช้งานทำสิ่งที่ต้องการได้ลื่นไหล ไม่ติดขัดค่ะ

คงไม่มีใครชอบเว็บที่โหลดช้าวนๆ อยู่นั่น มีลิงก์แปลกๆ มากมาย ป็อปอัป 18+ ตรึมๆ จะกดอะไรก็ค้างไปหมด หรือหน้าเว็บที่สับสนปนเป จะกดก็อะไรก็ผิดก็พลาด งงไปหมด

ดังนั้นแล้วการทำ SEO ไม่ใช่เรื่องของนักการตลาด นักเขียน หรือโปรแกรมเมอร์เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคนในทีมค่ะ การให้ UX Designers เข้ามาเป็นส่วนนึงในการแพลนและทำงานเรื่อง SEO เลยเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน และฝั่งดีไซเนอร์คนทำงานเอง ถ้ามีความรู้เรื่อง SEO ก็จะสามารถต่อยอดไปได้ไกลกว่าแค่งานดีไซน์ให้สวยงามอย่างเดียวค่ะ

4. Brand ได้เปรียบใน Branded Keywords เสมอ

ถ้าเราเสิร์ชว่า AIS เราก็คงอยากจะเข้าเว็บ AIS ใช่มั้ยล่ะคะ?​ ถ้าผลการค้นหาหน้าแรกขึ้นมามีแต่ DTAC True หรือคู่แข่งอื่นๆ เราก็คงงงๆ ปนหงุดหงิดนิดหน่อย เพราะมันไม่ตรงกับสิ่งที่เราจะค้นหา

ที่สำคัญถ้าเราอยากหาข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์นั้นๆ ข้อมูลที่อ้างอิงได้ถูกต้องน่าเชื่อถือได้มากที่สุด ก็คงจะมาจากแบรนด์เอง ก่อนที่เราจะไปหารีวิวดูจากที่อื่นๆ 

ดังนั้นแล้วคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ไหน Google ก็จะให้ความสำคัญกับแบรนด์นั้นขึ้นมาบนสุดก่อนค่ะ ทำให้ถ้าเราอยากติดคีย์เวิร์ดของคู่แข่งแล้ว จะไปติดอันดับ 1 แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ คนเลยนิยมเลี่ยงไปยิงแอดกันแทน

5. Search = Queries/Keywords

ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาด้วยการพิมพ์ หรือการใช้คำสั่งเสียง สุดท้ายแล้วการค้นหาทุกอย่างจะถูกเริ่มต้นด้วยคีย์เวิร์ดเสมอค่ะ 

มันดูเบสิคมากๆ แต่ถ้าเราเข้าใจแล้ว เราก็จะสร้างกลยุทธ์อื่นๆ ต่อได้อีก เช่น ถ้าเราอยากให้คนเสิร์ชเจอวิดีโอ YouTube ของเรา ไม่ว่าจะจาก Google หรือการค้นหาบน YouTube เราก็จะต้องสนใจเรื่อง Keywords ด้วย ก่อนจะทำวิดีโออะไรลองทำ Keywords Research ดูก่อนว่าคนค้นหาอะไร ใส่คีย์เวิร์ดเอาไว้ในจุดที่สำคัญๆ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้คนมาเห็น มาดูวิดีโอของเราได้มากขึ้นค่ะ

สำหรับเครื่องมือการทำ Keyword Research สำหรับ YouTube เมแนะนำ YouTube Keyword Tool ค่ะ หรือถ้าสนใจ ลองดูเครื่องมือในการทำ SEO ฟรีอื่นๆ ของ Ahrefs ได้ค่ะ

6. Localization > Personalization

Google บอกว่าตัวเองไม่ใช้การ Personalize ค่ะ กล่าวคือถ้าเราพิมพ์คีย์เวิร์ดเดียวกันลงไปใน Google ไม่ว่าจะพิมพ์จากกรุงเทพ จากหัวหิน จากเชียงใหม่ หรือจากหัวใจดวงน้อยๆ (มุมิ) ก็ควรจะเห็นผลการค้นหาเดียวกัน

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผลการค้นหาควรจะมีการ Localization เราก็จะเริ่มเห็นความแตกต่างขึ้นมาค่ะ เช่น ถ้าเมเสิร์ชจากประเทศไทย Google ก็จะพยายามให้ผลการค้นหาภาษาไทย และถ้าเสิร์ชจากญี่ปุ่น Google ก็จะให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ภาษาญี่ปุ่นก่อน

อีกอย่างก็คือผลการหาตามพื้นที่ค่ะ เช่น ถ้าเมเสิร์ชร้านนวดตอนที่อยู่กรุงเทพเมก็คงอยากจะเห็นร้านนวดใกล้ๆ ที่เมเดินทางไปได้ แต่ถ้าเมเสิร์ชจากเชียงใหม่ เมก็คงจะไม่อยากเห็นร้านนวดที่กรุงเทพ เพราะยังไงก็ไปไม่ได้ค่ะ

การทำ Local SEO เลยสำคัญมากๆ โดยเฉพาะสำหรับร้านค้าที่มีหน้าร้าน และให้บริการในพื้นที่ อย่างพื้นฐานที่สุดทุกคนควรจะมี Google My Business ของตัวเองค่ะ ลองดูการสร้างหน้าร้านของตัวเองบน Google ได้ที่นี่ค่ะ

7.  1 หน้า  ≠  1 คีย์เวิร์ด

เวลาที่เราทำคอนเทนต์ ไม่จำเป็นว่าหน้าเว็บ 1 หน้า จะติดอันดับได้เพียง 1 คีย์เวิร์ดเท่านั้นค่ะ ที่จริงแล้วหน้าเว็บ 1 หน้า หรือบทความ 1 บทความ สามารถติดอันดับได้เป็นพันๆ คำเลย 

ดังนั้นแล้วเราจึงควรหา Secondary Keywords หรือคำที่เกี่ยวข้องมาเสริมทุกครั้ง นอกจากจะช่วยให้คอนเทนต์ของเราลึก และสมบูรณ์ขึ้นแล้ว ก็ยังช่วยให้หน้านั้นมีโอกาสติดอันดับได้หลายคำ สร้างคนเข้าเว็บได้มากขึ้นอีกด้วยค่ะ

8. Backlink เป็นเหมือนการโหวต

ถ้าเราทำ SEO ก็คงจะลืมเรื่อง Backlink ไปไม่ได้ หลักการพื้นฐานของ Backlink ก็เหมือนการโหวตค่ะ ถ้ามีคน Link มาเยอะๆ ก็เหมือนมีคนโหวตเชียร์ว่าเว็บเราดีนะ เหมือนถ้ามีคนมาจีบเรา แล้วคนรอบข้างเราทุกคนบอกว่าเค้าดีหมด เชียร์หมด เราก็คงจะมีโอกาสเปิดใจมากกว่าคนที่อยู่ดีๆ ก็ส่งข้อความมาหาจากไหนก็ไม่รู้ใช่มั้ยล่ะคะ?

นี่หมายความว่าไม่ใช่ทุกลิงก์ที่จะดีเสมอไปค่ะ เช่น สมมติมีคนมาจีบเรา แต่คนที่แนะนำมาก็คือคนที่เราไม่ชอบนิสัยเค้า เหม็นหน้าอยู่แล้ว คนที่เค้าเชียร์ก็คงจะเป็นคนแบบเดียวกัน คงไม่ใช่ความประทับใจที่ดีเท่าไหร่ 

ตัว Backlink นี้เราเลยควรเลือกจากคุณภาพ มากกว่าปริมาณค่ะ

สรุปเรื่องหลักการพื้นฐานในการทำ SEO

สุดท้ายแล้ว มันเหมือนเวลาเรารักใครอะเนอะ ถ้าเราเข้าใจว่าพื้นฐานของความรักคือความเข้าใจและการดูแลกันให้ดีที่สุด เราก็จะไม่ต้องไปทำตามเทคนิคการหาคู่ การดูแลแฟนจากคนอื่น เช่น ถ้าเรารู้แล้วว่าคนของเรา ไม่ชอบเป็นจุดสนใจ ถ้าเราอ่านมาว่าเราควรเซอร์ไพรซ์แฟนด้วยการจุดพลุที่ไอคอนสยาม แล้วบอกรักแฟนผ่านป้ายบิลบอร์ดบนทางด่วน เราก็จะรู้ว่าเราไม่ควรทำค่ะ 

ถ้าเราทำ SEO อย่างเข้าใจพื้นฐาน เราก็จะไม่เสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่ควร ไม่เสี่ยงทำผิดหลักจนโดน Google ลงโทษ และเราก็จะเห็นผลลัพธ์จากการทำ SEO ได้ชัดเจนและรวดเร็วมากขึ้นค่ะ

เพราะ SEO ก็ไม่ต่างอะไรจากความรัก แค่เราใช้เวลาทำความรู้จักกับมันอย่างแท้จริง เราก็จะสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและมั่นคงในรูปแบบของเราเองได้ค่ะ ❤️

ชอบคอนเทนต์แบบนี้ ตามมาพูดคุย อัปเดตคอนเทนต์ SEO กันได้ต่อทาง Facebook เลยนะคะ แล้วพบกันค่ะ ❤️❤️

Written by
Chalakorn Berg
Join the discussion

Chalakorn Berg